ผมไม่เคยเห็นภาพตัวเองมีครอบครัว ถึงจะสารภาพได้ตรงๆ ว่าเคยแอบนึกฝันเห็นภาพตัวเองมีคนพิเศษนอกจากพ่อกับแม่อย่างคนอื่นเขาบ้าง แต่ก็ดูเป็นแค่ภาพลางๆ และดูเป็นฝันที่ห่างไกลเอาเสียเหลือเกิน

กลับกัน ภาพที่แจ่มชัดในความคิดเสมอมา คือภาพตัวเองในวัยทำงาน ขับรถกลับบ้านคนเดียวตอนเย็น กินข้าวตามร้านอาหารข้างทางก่อนถึงบ้าน  พอถึงห้องคอนโดมืดๆ เล็กๆ ของตัวเองมุมหนึ่งก็จะมีตะกร้าผ้าพร้อมเสื้อผ้ารอส่งซักวางระเกะระกะ ห้องครัวเต็มไปด้วยจานชามที่นานๆ จะล้างที หม้อกระทะครบชุดถูกตั้งทิ้งฝุ่นจับอนู่บนชั้นข้างเคาน์เตอร์ ในห้องนอนมีสเตอริโอหนึ่งชุด โน้ตบุ๊คหนึ่งเครื่อง กีตาร์โปร่งหนึ่งตัววางอยู่ในมุมห้อง ใช้ชีวิตทุกวันอยู่คนเดียว นอนคนเดียว ไม่มีใครรอผมกลับบ้าน และผมไม่ต้องรอใครกลับบ้าน ก่อนจะหลับไปและตื่นมาเจอวันใหม่ๆ ในแบบเก่าๆ อีกครั้งเพียงลำพัง

 นั่นต่างหาก คือภาพที่แจ่มชัดมาตลอดในความคิดของผม แม้ตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน

<i> ไรอัน บิงแฮม (จอร์จ คลูนีย์) </i> เป็นชายวัยทำงานที่มีความสุขดีกับชีวิตตัวเอง หน้าที่การงานมั่นคง ตำแหน่งใหญ่โตเอาการ อาการมีกินไม่มีอด แม้บ้านช่องจะไม่เป็นหลักเป็นแหล่งเท่าไหร่นัก

 ไม่ใช่ว่าไรอันไม่มีบ้าน แต่สิ่งที่คนอื่นเรียกว่าบ้านสำหรับไรอันแล้วมันไม่ใช่บ้าน มันเป็นแค่ที่พักอาศัยชั่วคราวที่เขาใช้เวลาอยู่กับมันในแต่ละปีน้อยกว่า เวลาที่ใช้กับสนามบิน เครื่องบิน และโรงแรมในที่ต่างๆ ด้วยซ้ำ ใช้เวลากับมันน้อยจนกระทั่งเขาไม่เสียเวลาจะนั่งตกแต่งมันให้ดูสวยงามเป็น เรื่องเป็นราว

 งานของไรอันเป็นงานที่รุ่งเรืองมากในยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ด ผู้คนมากหน้าหลายตาพยายามแทบล้มประดาตายเพื่อให้มีงานทำในสถานการณ์เช่นนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะตกงานที่แพร่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า แต่สำหรับเจ้านายของไรอัน ที่คือยุคทองชัดๆ

 หน้าที่ของพวกเขาคือ ส่งคนอย่างไรอันไปทั่วประเทศตามแต่เจ้านายของบริษัทต่างๆ จะเรียกร้อง แล้วก็แจ้งข่าวร้ายว่า ลูกจ้างเหล่านั้นจะไม่มีงานทำอีกต่อไปแล้ว แทนบรรดาเจ้านายทั้งหลายที่คงไม่อยากจะต้องรองรับอารมณ์ของลูกน้องที่ทำงาน มาด้วยกันนานแสนนาน

 อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ไรอันไม่ได้มีหน้าที่แค่เดินดุ่มๆ เจ้าไปยื่นซองขาว ทำหน้านิ่งๆ แจ้งว่า "You're Fired" แล้วเดินดุ่ยๆ ออกมา ภายใต้ภาวะกดดันเหล่านั้น พวกเขานี่แหละที่มีหน้าที่ใช้ความสามารถทั้งหมดเท่าที่มี พูดคุย กล่อมเกลาจิตใจที่กำลังอ่อนล้า สับสน หมดอาลัยตายอยากกับความสิ้นหวังที่อยู่ตรงหน้า พร้อมทั้งจุดประกายให้ผู้คนที่เขาเพิ่งแจ้งข่าวร้ายที่สุดในชีวิตนั้น ลุกขึ้นเดินต่อไปให้ได้เร็วที่สุด ด้วยเหตุนี้ ไรอันจึงเป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมภายนอกพอสมควร และมีจ็อบพิเศษเป็นผู้บรรยายในโอกาสต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต

 ซึ่งหัวข้อประจำของการบรรยายเหล่านั้นก็ช่างเข้าทางเขาเหลือเกิน เพราะหัวข้อที่เเขามักจะได้รับเชิญไปพูดคือ การสร้างแรงบันดาลใจเพื่อการใช้ชีวิต<b>โดยไร้พันธะ</b>

รอบตัวของไรอันมีเสียงสะท้อนมาให้เขาได้ยินมากมายจากคนที่เขารู้จักว่า "ชีวิตที่เขาใช้ สิ่งที่เขาเข้าใจ ทุกอย่างที่มีอยู่ในชีวิตเขามันน่าเศร้าเกินไป" แต่คำว่าการแต่งงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์ระยะยาว การลงหลักปักฐาน และคู่ชีวิต ไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมของชายโสดที่ชื่อว่า ไรอัน บิงแฮม เลยแม้สักวินาทีเดียว

คงไม่แปลกเลยที่ความคิดเช่นนี้จะเกิดกับคนหนุ่มวัยทำงานบ้าพลัง (หรือที่บางคนเรียกกันว่าพวก Workaholic) จนคนบางกลุ่มจะเกิดปรัชญาในการใช้ชีวิตว่า

 "แค่ตัวเอง ก็พอแล้ว ใช้ชีวิตแบบมีคนอื่นด้วยน่ะมันเป็นภาระเปล่าๆ"

 ในโรงหนังวันนี้มีมนุษย์บ้างานคนหนึ่งนั่งเจ็บลึกๆ กับความคิดนี้... มันเหมือนกับสิ่งที่ผมเคยคิดและเชื่ออย่างประหลาด และอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับชีวิตของไรอัน (แม้ว่าหน้าตาและอายุผมจะห่างไกลกับจอร์จ คลูนีย์อยู่หลายขุมก็ตามทีเถอะ)

ตลอดเวลา ผมใช้ชีวิตตามแต่ใจอยาก ทำสิ่งที่อยากทำ เชื่อสิ่งที่อยากเชื่อ แคร์ตัวเองเยอะ แคร์คนอื่นน้อย ไม่สนใจผลของการกระทำต่อคนเบื้องหลัง ไม่ต้องพูดถึงคนที่จะมาเดินข้างๆ ภาพการใช้ชีวิตมีแต่ความโดดเดี่ยว

 ผมไม่เคยเหงาแม้ภายใต้ภาวะเช่นนั้น และผมแอบเข้าข้างตัวเองว่า ไรอัน บิงแฮม ก็คงรู้สึกอย่างนั้นเช่นกัน เขาไม่เหงาเลยสักนิด เขามีความสุขกับชีวิตบินเดี่ยวที่มีหลักการการใช้ชีวิตที่ชัดเจนของเขาดี

 จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่เขาไม่สามารถพูดถึงการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป วันที่เขาได้พบเรื่องที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้พบ ทำเรื่องที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ

เป็นวันที่ชีวิตบินเดี่ยวของเขาเริ่มสัมผัสถึงอีกด้านของชีวิต และร่ำร้องจากหัวใจว่า <b>"ไม่เอาแล้ว"</b>

วันที่ชีวิตและหลักการอันอิสระของเขาถูกถอนสมอ และชีวิตเดิมๆ ของเขาลอยคว้างไปในอากาศเบื้องบน

อะไรจะเกิดขึ้น

ชวนทุกคนให้ไปตามดูชีวิตของไรอัน แล้วมาคุยกันครับ

คุณอาจเจอใครสักคนที่คุณรู้จักดีอยู่ในนั้นนะ

:D

edit @ 11 Mar 2010 09:34:50 by Gopgap

การรอคอย ณ เส้นขอบฟ้า

posted on 07 Mar 2010 14:50 by gopgaap

2.

ผมนั่งอยู่หน้าจอคอมตอนตีสอง เสียงเพลงจากวงฟรายเดย์ดังคลอในห้องเงียบๆ ของผม... เสียงของคุณบอยเป็นเสียงที่มหัศจรรย์นักในเวลาเช่นนี้...​ เวลาที่ความเหงาและความน้อยใจเล่นงานผม

 ผมมองเหม่อที่ของเล่นใหม่สีขาวโพลนบนโต๊ะญี่ปุ่นข้างฟูกนอน หน้าต่างบราวเซอร์หมาไฟวิ่งอยู่ตรงหน้าผม อีกเป็นชั่วโมงกว่าเกมที่ผมตั้งไว้จะดาวน์โหลดเสร็จ แต่ช่างเถอะ ผมไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ว่ามันจะเสร็จเมื่อไหร่กัน มีคนถามผมมากมายว่าทำไมต้องเป็นแม็คบุ๊ค ทำไมไม่ซื้อพีซีธรรมดา ถูกกว่ากันตั้งมากมาย

นั่นสินะ... ผมลองคิดในใจเล่นๆ อย่างไม่โกหกใคร ผมอาจจะแค่ต้องการหนีจากตัวตนเดิมๆ ของตัวเองที่ผมไม่เคยจะพอใจเอาเสียเลย เหตุผลดูทุเรศทุรังสิ้นดี แต่มันดูจริงเหลือเชื่อในใจลึกๆ ของผม

ใช่ ผมอาจจะแค่กำลังหนีตัวตนเดิมๆ ของตัวเองอยู่โดยไม่เคยทำความเข้าใจมันเอาเสียเลย นั่นล่ะมั้งถึงได้ทำให้ผมยังอยู่ที่เดิมตลอดมา

ผมเลื่อนหน้าต่างไปที่โปรแกรมส่งเมล์ นานแล้วที่ผมไม่ได้ส่งเมล์หาใคร ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนนับได้ว่าเป็นเจ้าพ่อฟอร์เวิร์ดเมล์คนนึง แน่ล่ะ...​ มันจะไม่เยอะได้ไง บางอันผมยังไม่ทันอ่านผมก็ฟอร์เวิร์ดแล้ว คิดๆ ดูอาจจะเป็นแค่ความพยายามหนึ่งของคนที่เข้ากับคนอื่นได้ยากอย่างผมเพื่อจะ ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าตัวเองยังมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และชีวิตก็ไม่ได้ดูเดียวดายนัก ทั้งๆ ที่ฟอร์เวิร์ดเมล์ก็เป็นแค่การสื่อสารทางเดียว ก็ใครเล่าที่ส่งฟอร์เวิร์ดเมล์จะมานั่งรอคนตอบกลับ

ก็มันเป็นแค่ฟอร์เวิร์ดเมล์

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน

ผมนั่งกดรีเฟรชหน้าเมล์ใหม่ของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาชั่วโมงนึงเต็มๆ แล้ว... นับจากเวลาที่ผมกลับมาจากสนามบิน นี่ก็ปาเข้าไปเกือบสิบเจ็ดชั่วโมง... ผมเข้าตรวจสถานะของเครื่องบินในเว็บไซต์ของสายการบิน ตัวอักษรสีเขียวลอยเด่นขึ้นแจ้งว่าเครื่องบินถึงที่หมายที่สนามบินฮีโธรว์ ที่ลอนดอนอย่างปลอดภัยเร็วกว่ากำหนดเวลาเล็กน้อย ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้ม ดีใจว่าอย่างน้อยเธอคนนั้นก็มีเวลาตามหาที่พักเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย นั่นหมายถึงเธอและเพื่อนๆ อีกสามคนจะได้พักมากขึ้นด้วยก่อนจะตื่นขึ้นมาผจญภัยในเมืองสามฤดูแห่งยุโรป

ผมกดส่งเมล์ไปหาเธอตั้งแต่ชั่วโมงก่อน ผมคงทำได้แค่นี้หลังจากแผนที่จะไปเที่ยวของผมเองล้มลงไม่เป็นท่าเพราะความ ขี้เกียจของตัวเอง ส่วนที่จะไปเที่ยวกับครอบครัวก็ยังต้องลุ้นอีกหลายตลบกับวีซ่า

เรื่องนั้นช่างมันก่อน... ตอนนี้ผมไม่อยากรู้อะไรนอกจากเธอปลอดภัยดีและถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ

 ผมยังคงตื่นเต้นหน้าจอคอมพิวเตอร์ คิดตามความเป็นจริงแล้วคงเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะได้เล่นเมล์และตอบเมล์ผม ตั้งแต่ตั้งแต่ตอนนี้เพราะเธอคงยังอยู่ที่สนามบิน รอหยิบสัมภาระ จัดการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

หนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาดูยาวนานพอๆ กับสองปีที่ผมไม่ได้เจอหน้าเธอด้วยเหตุผลหลายๆ ประการที่ทำให้ผมกับเธออยู่ห่างกันเป็นหลักร้อยกิโลเมตร ได้แค่คุยทางโทรศัพท์ ความสัมพันธ์ระหว่างผมและเธอ ไม่มีอะไรมาบอกได้ว่ามันเรียกว่าอะไร ที่แน่ๆ คือ ไม่ใช่แฟน ผมไม่เคยรู้วาเขาคิดยังไง และมันไม่สำคัญ คงอีกสองปีเป็นอย่างน้อยหลังจากวันนี้กว่าเราจะได้เจอกันใหม่

แน่นอนว่าผมเรียกร้องอะไรไม่ได้ และทำได้แค่รอ แม้ในใจจะเคยร่ำร้องด้วยความน้อยใจอยู่หลายหน และหลายคนอาจเคยพยายามบอกผมว่าผมรออะไรอยู่ได้ตั้งนาน ผมไม่เคยตอบเขาได้

ในวันนี้ ความหมายของการรอคอยของผมอาจชัดเจนขึ้น

ขอแค่ได้ยินจากเธอ ว่ายังมีความสุขดีอยู่

นั่นก็คงเพียงพอแล้ว ที่ผมจะรอต่อไป

1.

เธอเดินอยู่ผู้เดียว สีหน้าเฉยชินเฉยชา ไม่รู้สึกรู้สาใดๆ

ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ใจกับความโดดเดี่ยว

เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา

เธอไม่เคยเสียน้ำตา

หรือกระทั่งถอนหายใจให้กับวันเวลาของเธอ

เพราะทุกอย่าง...

ก็แค่กลับไปเป็นเหมือนเดิม

 

2.

เขาเดินไปตามถนน

แม้รอบกายมีผู้คนมากมาย แต่ดูเดียวดายในความรู้สึก

ใจนึกถึงวันเวลาที่เคยมี

เวลาที่เคย...

เวลาที่เคย...

 

เธอจะทำอะไรอยู่

จะสุขสบายดีไหม

กินข้าวหรือยัง

สะดุดอะไรล้มอย่างเคยหรือเปล่า

 

เขาได้แต่สงสัย

เพราะแม้อยากรู้เพียงใด

ก็ไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงอันนั้นไปได้

กำแพงที่เขาและเธอร่วมกันสร้างขึ้นมา

แค่เธอกับเขาอยู่คนละฟากของกำแพง

และสร้างมันขึ้นโดยไม่รู้ตัว

 

3.

เธอมองฟ้ายามค่ำคืน ฟ้าในเมืองช่างโหดร้ายกับดวงดาวเล็กจ้อยที่ไม่สามารถขับแสงขึ้นแข่งกับดวงดาวแห่งท้องถนนได้

แปลกดีที่วันนี้เธอกลับรู้สึกเหงา

วันที่มีผู้คนมากมายอยู่ด้วยกันราวกับไฟนีออนบนท้องถนน

แต่เธอเลือกที่จะเป็นดาวดวงน้อยที่โดดเดี่ยวบนท้องฟ้า ถอยห่างจากกลุ่มแสงเจิดจ้าที่รวมกัน

จมจ่อมกับความเหงาของตัวเอง

เพื่อให้เขาได้มีทางที่เธอคิดว่าเขาจะมีความสุข

ใช่...

เขาคงจะมีความสุข...

ใช่มั้ย?

 

4.

ใช่มั้ย?

เขาคิด

ดีแล้วใช่มั้ย

ที่เขาจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป อย่างที่เธอต้องการ

ตามที่เธอ คนที่เขาคอยห่วงใย ต้องการ

ถ้ามันเป็นอย่างที่เธอต้องการ

เธอคงมี่ความสุข... ใช่มั้ย?

แม้เราจะต้องห่างกัน...

แม้จะไม่ได้ใกล้กันอย่างเคย...

เธอก็จะมีความสุข...

ใช่มั้ย?

 

 

ใช่มั้ย?

 

 

ใช่มั้ย?

edit @ 27 Dec 2009 02:07:30 by Gopgap

edit @ 27 Dec 2009 12:56:19 by Gopgap

edit @ 11 Mar 2010 09:39:10 by Gopgap